แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดอสังหาฯ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาดอสังหาฯ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ปัญหาหลักที่นักลงทุนอสังหาต้องเจอ!

 

                ปัญหาที่นักลงทุนอสังหาทุกคนต้องเจอไม่ว่าจะเป็นมือใหม่อสังหา หรือ ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านสังเวียนในวงการอสังหาฯมาหลายปีต่างก็พบปัญหาคล้ายกันนั่นคือปัญหาในการหาข้อมูลตลาดที่น่าเชื่อถือ ทันต่อสถานการณ์ และเข้าใจง่ายเพื่อนำมาวิเคราะห์ และพัฒนาแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพราะก่อนจะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้สักโครงการ นักลงทุนต้องเข้าใจศักยภาพของพื้นที่ตนเอง ข้อจำกัดด้านกฎหมายความต้องการของตลาดในทำเล และคู่แข่ง ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อหารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของลูกค้า และได้กำไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ

  1. ขาดข้อมูลตลาดที่น่าเชื่อถือ
         สำหรับใช้ในการวิเคราะห์การลงทุน เพราะข้อมูลที่สถานการณ์ตลาดอสังหาที่หาได้ทั่วไปมักเป็นข้อมูลที่เก่าแล้ว เช่น ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมก็เป็นข้อมูลของปีที่แล้ว ไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการในการซื้อคอนโดจริง แถมจะหาข้อมูลรายพื้นที่ก็ยิ่งยากไปใหญ่ จะให้ไปขับรถตระเวนหาข้อมูลเองก็ใช่ว่าจะได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง น่าเชื่อถือ แถมยังต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงอีกด้วย
  2. ข้อมูลเข้าใจยาก
         ถึงจะมีข้อมูลอสังหาแล้ว แต่ก็ใช่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเข้าใจง่าย การจะเลือกลงทุนในที่ดิน หรือ โครงการอสังหาริมทรัพย์สักแห่ง นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจข้อกำหนด กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดสีผังเมือง แนวเวนคืน กฎหมายอาคาร และอื่น ๆ ซึ่งเอกสารทางราชการเหล่านี้ค่อนข้างจะเข้าใจยาก ทำให้เสียเวลาในการศึกษาอยู่พอสมควร
  3. ปรับตัวไม่ทันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่
         ไม่ว่าจะเป็นการเกิดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ขึ้น มีคู่แข่งเกิดขึ้นในทำเลใกล้เคียง มีการเวนคืนพื้นที่เพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า-ขยายถนน หรือ มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินต่าง  แผนการลงทุนที่เราเคยคิดเอาไว้จะต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่การหาข้อมูลตลาด ข้อกำหนด-กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ศักยภาพในการลงทุนอีกครั้ง

ทางเลือกของนักลงทุนมีไม่มาก

                ปัญหาในการหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทันต่อสถานการณ์ และเข้าใจง่ายเพื่อนำมาวิเคราะห์ และพัฒนาแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เลย แต่ปัจจุบัน นักลงทุนมีทางเลือกไม่มากนัก หากไม่ศึกษาด้วยตัวเองคนเดียวผ่านการลงพื้นที่ หาข้อมูลออนไลน์ หรือหาคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาตนเองแล้ว ก็ต้องจ้างที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลและแนวคิดการพัฒนาของเรามีความเป็นไปได้จริง แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามรูปแบบการพัฒนาที่ต้องการศึกษา วิธีนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ได้ศึกษาด้วยตัวเองมาก่อนแล้ว และมีความมั่นใจในศักยภาพพื้นที่ในระดับหนึ่ง

วิเคราะห์การลงทุนอสังหาด้วยตัวเอง ในยุคดิจิทัล ทดลองใช้ฟรี!

                FEASY (Feasiblitymade EASY)เป็นโปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาครบวงจรที่จะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์แผนการลงทุนได้ด้วยตัวเองด้วยข้อมูลวิจัยจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยบจก.เอเจนซี่ฟอร์เรียลเอสเตทแอฟแฟร์สบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเมินค่าทรัพย์สินและวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 ประกอบกับการพัฒนาซอฟท์แวร์digitaldisruption ฟีเจอร์การคำนวณที่จะช่วยวิเคราะห์ และปรับแผนการลงทุนได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวเทรนด์การลงทุนอสังหาฯกับ FEASY 
Facebook >> https://www.facebook.com/feasyonline/
Line >>https://lin.ee/mPnJRzG

#ลงทุนอสังหา#วางแผนการลงทุน#อสังหา

#ความรู้อสังหาฯ.#ตลาดอสังหาฯ#กลยุทธ์การลงทุน.#มุมมองนักลงทุน#นักพัฒนาอสังหาฯ#ลงทุนอสังหาฯ

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/74

วิเคราะห์ 5 Re-strategy กลยุทธ์ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในยุคโควิด-19

 

        การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของดีมานด์การซื้ออสังหาฯ กำลังซื้อที่อาจลดลงเนื่องจากรายได้ของผู้คนไม่มั่นคงเหมือนเดิม ความไม่มั่นใจ ของลูกบ้านเดิมและว่าที่ลูกบ้านต่อความปลอดภัยของที่พักอาศัย และแนวทาง Social distancing ที่ทำให้คนหันไป Work From Home ทำงานที่บ้านกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันเหล่านี้ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องรีบปรับกลยุทธ์ Re-strategy กันภายในเวลาสั้น ๆ เพื่อตอบรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับโลกนี้ Feasy พาคุณมาดูกันว่าแต่ละแบรนด์อสังหาฯ ต่าง ๆ มีกลยุทธ์การรับมือ กันอย่างไรบ้าง

กลยุทธ์อสังหาฯ รับโควิด
  1. ขายอสังหาฯ ออนไลน์ เมื่อคนเริ่มชอปปิ้งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น
            ก่อนจะมีโควิด-19 เราก็เห็นแบรนด์อสังหาฯ ปรับตัวเพิ่มช่องทางการทำการตลาดออนไลน์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการชมบ้านแบบ 360 องศาผ่านเว็บไซต์ การจองบ้านออนไลน์ Online Booking ผ่านเว็บไซต์ของเจ้าของโครงการ และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น Shopee หรือ Lazada แต่ในยุคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้เกิด Digital disruption ในวงการอสังหาฯ ที่ทุกแบรนด์พร้อมใจกันขายอสังหาฯ ผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น FB Live, Line OA, Website, Tiktok และอื่น ๆ เรียกได้ว่าในยุคโควิด-19 ไปจนถึงหลังยุคนี้ ผู้บริโภคคงจะคุ้นชินกับการใช้เวลาเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ และลดเวลาในการไปดูโครงการที่หน้างานลง ตัวอย่างเช่น อนันดาฯ เปิดช่องทางการขายอสังหา 24 ชั่วโมงผ่าน “Ananda iStore” ด้วย 3 ช่องทางออนไลน์ได้แก่ เว็บไซต์ Facebook และ Line OA “Chat & Shop” หรือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่เปิด Official Store บนแพลทฟอร์ม Shopeeและ Lazada
  1. เพิ่มความเชื่อมั่นของลูกบ้าน ด้วยการบริการที่ใส่ใจและได้มาตรฐาน
            การสร้าง Customer Loyalty หรือการมัดใจลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกธุรกิจ เพราะพวกเขาเป็นกระบอกเสียงที่จะแนะนำแบรนด์ต่อให้กับเพื่อนๆ หรือเป็นลูกค้าที่จะกลับมาซื้อสินค้าของบริษัทซ้ำอีกครั้ง แบรนด์อสังหาฯ ทั้งหลายจึงต้องดูแลลูกค้าให้ดี โดยเฉพาะลูกบ้านในที่อยู่อาศัยที่ดูมีความเสี่ยงสูง อย่างคอนโดมิเนียมที่เป็นสินค้าหลักในตลาดอสังหาฯ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกบ้าน แบรนด์อสังหาฯ ทั้งหลายจึงจัดทำมาตรการรักษาความสะอาดและความปลอดภัย ด้วยการการกำหนดเวลาในการใช้พื้นที่ส่วนกลาง การแจกหน้ากากอนามัย ตั้งจุดคัดกรอง และการวางเจลล้างมือให้บริการลูกบ้านภายในโครงการ รวมทั้งมาตรการพิเศษ เช่น แบรนด์เสนา เปิดแคมเปญ “Sena Zero Covid Hotline” สายด่วนพาลูกบ้านไปโรงพยาบาล สำหรับลูกบ้านที่มีไข้ หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงเพียงติดต่อนิติบุคคลของโครงการ หรือ แบรนด์ Ananda ที่ส่งมอบคอนโดปลอดเชื้อ เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกบ้านใหม่ โดยใช้นวัตกรรม UVC Technology เทคโนโลยีฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต ครอบคลุมการฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 และแบคทีเรีย ที่ผ่านการทดสอบและรับรองจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC) ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึง 99.9% โดยนำร่องมาใช้กับ 7 โครงการพร้อมอยู่จำนวน 2,400 ยูนิตและทุกยูนิตที่พร้อมเข้าอยู่ในปีนี้
  1. กระหน่ำจัดโปรโมชั่น เร่งระบายสต็อกอสังหาฯ
            ดีมานด์ในการซื้ออสังหาฯ ช่วงโควิดลดลงอย่างมาก โดย“ดร.โสภณ พรโชคชัย” ประธานกรรมการ AREA-เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส คาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 น่าจะติดลบ 15-20% โดยดูอาการจากช่วง 2 เดือนแรกของปี (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563) จากเดิมที่มีการประเมินไว้เมื่อช่วงปลายปี 2562 ว่าธุรกิจอสังหาฯในปี้นี้น่าจะกลับมาบวกได้ 5-10% เท่ากับว่าโควิด-19 นี้ทำให้เกิดการผันผวนของตลาดอย่างมาก อีกทั้งยังมีอสังหาฯ ในสต๊อกที่รอการขายกันอยู่เยอะทำให้ผู้ประกอบการต้องจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เพื่อเร่งให้เกิดยอดโอน เช่น บมจ.อนันดา นำโครงการคอนโดมิเนียมทำเลพหลโยธิน 34 ออกแคมเปญผ่อนดาวน์ช่วยลูกค้าครึ่งหนึ่งของจำนวนค่างวด รวมทั้งจัดโปรโมชั่นผ่านการจองออนไลน์ เมื่อเพิ่มเป็นเพื่อนกับอนันดาฯ รับข้อเสนอพิเศษจองเริ่มต้น 999 บาท ส่วนลดสูงสุด 3.9 ล้านบาท เป็นต้น
    อีกทั้งเรายังได้เห็นธุรกิจอสังหาฯ สร้างโปรโมชั่นเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย อย่างค่ายเสนาออกโปรพิเศษ Personalizes promotion พร้อมดูแลลูกค้าทุกรูปแบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าและแบ่งเบาภาระทางการเงิน เพราะลูกค้าแต่ละรายมีปัญหาต่างกันผู้ประกอบการจึงพร้อมปรับมาตรการเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ
    นอกจากโปรสำหรับลูกค้าใหม่แล้ว บางแบรนด์ยังออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าปัจจุบันอีกด้วย เช่น ศุภาลัยออกมาตรการพักชำระค่างวดผ่อนดาวน์ 3 เดือน (3 งวด) สำหรับลูกค้าในสายอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด เช่น ลูกค้าที่มีอาชีพในกลุ่มสายการบิน โรงแรม ฯลฯ โดยลูกค้าที่ขอรับสิทธิจะต้องอยู่ในระหว่างการผ่อนชำระเงินดาวน์กับบริษัทในโครงการศุภาลัยทั่วประเทศ
  1. ใช้ทรัพยากรคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
            ในยุคโควิด-19 หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง หลายหน้าที่การงานที่ไม่มีความจำเป็นในช่วงล็อกดาวน์ก็อาจโดนพักงาน ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องปรับตัวมาใช้ทรัพย์กรคน พนักงานในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อพยุงองค์กร และรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้ ดังนั้น พนักงานหนึ่งคนจึงไม่ได้มีหน้าที่เดียวอีกต่อไป อย่างเช่น แคมเปญ “Everyone can sell” ของแบรนด์ออริจิ้น ที่เปลี่ยนพนักงานเป็น Micro-Influencer ขายอสังหาฯ ผ่านช่องทางการตลาดของตัวเอง เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ให้องค์กรและพนักงาน จากเดิม ที่มีฝ่ายขายและการตลาดประมาณ 250 คน จากพนักงานในเครือกว่า 1,200 คน แต่วันนี้ทุกคนกลายเป็นนักขายอสังหาฯ ออนไลน์ไปแล้ว
  1. มองการณ์ไกลถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในวันข้างหน้า
            ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ต้องมีวิสัยทัศน์เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงหลังยุคโควิด-19 โดยหลายแบรนด์มองว่าจะเกิด New Normal ความปกติใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น องค์กรและพนักงานต่างปรับตัวไป Work From Home กันมากขึ้น ทำให้ฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป อย่าง แบรนด์ออริจิ้นมองว่าคนจะกล้าซื้อบ้านที่อยู่ไกลที่ทำงานมากขึ้น ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่มีขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น ภายในห้องพักต้องมีพื้นที่สำหรับกิน นอน ทำงาน และออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ภายในห้องจะต้องมีฟังก์ชั่นการใช้สอยที่มากกว่าเดิม
            รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง Co-….ing space เป็น Co-separate space ด้วยการออกแบบให้คนนั่งแยกกันในพื้นที่ส่วนกลางเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของสุขภาพอนามัยมากขึ้น และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไร้สัมผัส (Touchless) ไม่ว่าจะเป็น ระบบสแกนจากการจดจำใบหน้า (Face Recognition) หรือระบบการสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) สำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ลิฟท์ เป็นต้น คาดว่าเราคงได้เห็นการออกแบบการใช้งานพื้นที่ภายในห้องและการใช้พื้นที่ส่วนกลางแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหลังยุคโควิด-19 เป็นแน่

        วิกฤตโควิด-19 นี้น่าจะส่งผลกระทบในระยะยาว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทั้งรายใหญ่ และรายย่อยต่างต้องเร่งมือปรับตัวกันยกใหญ่ นอกจากต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างยอดขายในปัจจุบัน และเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกบ้านแล้ว ยังต้องคาดการณ์ถึงอนาคตในวันข้างหน้า ที่วิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ FEASY โปรแกรมวิเคราห์การลงทุนอสังหาฯ ออนไลน์ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ และขอแนะนำให้นักลงทุนอสังหาฯ รวมทั้งผู้ประกอบการ หมั่นบริหารพอร์ตการลงทุนอสังหาฯ ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณปรับตัวได้อย่างทันท่วงที 

Keyword: ผู้ประกอบการอสังหา, โควิด

#ความรู้อสังหาฯ.#ตลาดอสังหาฯ#กลยุทธ์การลงทุน.#อสังหา 101#มุมมองนักลงทุน

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/1135

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2563

รวมเว็บ เจ้าของที่ดิน นายหน้าที่ดิน ต้องมี!

 

      เจ้าของที่ดิน หรือ นายหน้าที่ดิน ที่ต้องการจะนำที่ดินไปเสนอขาย-เช่า หรือ นำไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาฯ ประเภทต่าง ๆ ขั้นตอนแรกที่จะต้องทำคือการตรวจสอบศักยภาพที่ดิน ได้แก่ ขอบเขตที่ดิน ข้อมูลโฉนด ราคาประเมินที่ดิน สีผังเมือง แนวเวนคืน พื้นที่ห้ามก่อสร้าง ความกว้างถนนด้านหน้าที่ดิน เพื่อใช้ในการคำนวณศักยภาพการพัฒนาของที่ดิน หากศักยภาพสูงก็สามารถขาย-เช่าได้ในราคาสูงนั่นเอง Feasy ได้รวบรวมเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เจ้าของที่ดิน และนายหน้าทีี่ดินต้องมี เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา แค่มีมือถือก็สามารถเข้าไปเช็คข้อมูลเหล่านี้ได้ทันที

  1. เช็คข้อมูลแปลงที่ดิน กรมที่ดิน

ไม่ว่าจะมีข้อมูลโฉนดที่ดินในมือหรือไม่ คุณก็สามารถเช็คขอบเขตที่ดิน รูปแปลง ขนาดที่ดิน และข้อมูลโฉนดที่ดินบนแผนที่ได้ทันที เพียงค้นหาข้อมูลบนแผนที่ แล้ว Double click บนพื้นที่ที่เราต้องการ

กรมที่ดิน

http://dolwms.dol.go.th/tvwebp/

  1. เช็คราคาประเมินที่ดิน กรมธนารักษ์

หลังจากได้ข้อมูลโฉนดที่ดินมาแล้ว คุณสามารถตรวจสอบราคาประเมินที่ดินที่ใช้เก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามที่กฎหมายกำหนด ได้ทันที

กรมธนารักษ์

http://property.treasury.go.th/pvmwebsite/

  1. เช็คความกว้างถนน สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร

ความกว้างถนนมีผลต่อศักยภาพการพัฒนาอาคารบนที่ดิน ยิ่งความกว้างถนน และหน้ากว้างที่ดินมาก ยิ่งมีศักยภาพในการพัฒนาโครงการสูง สามารถสร้างอาคารได้ขนาดใหญ่ขึ้น (แต่ไม่เกินข้อจำกัดสีผังเมือง FAR OSR) คุณสามารถตรวจสอบความกว้างถนนได้โดยการค้นหาชื่อถนน ตามเขตที่ตั้งที่ดิน

ความกว้างถนน

http://203.155.220.238/dpw/index.php/yota-datacenter/yota-dc-road/54-data-stat-road-local/788-data-stat-road-localrd

  1. อัพเดทเส้นทางรถไฟฟ้า แนวเวนคืน พื้นที่ห้ามก่อสร้าง เช็คสีผังเมือง Feasy

ดูข้อมูลอสังหาฯ และสร้างรายงานวิเคราะห์ศักยภาพที่ดินในคลิกเดียว

  • ในหน้าแผนที่คุณสามารถดูข้อมูล สีผังเมือง รถไฟฟ้า แนวเวนคืน พื้นที่ห้ามก่อสร้าง และราคาตลาดที่ดิน (ได้รับการประเมินราคาตลาดโดย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ใช้สำหรับเปรียบเทียบดัชนีราคาที่ดินแต่ละทำเล)
  • เมื่อคุณเพิ่มที่ดินลงในเว็บไซต์ เพียงกรอกข้อมูลไม่กี่ข้อ (ข้อมูลของคุณจะถูกจัดเก็บไว้เป็นความลับ) คุณจะสามารถสร้างรายงานศักยภาพที่ดิน ซึ่งประกอบด้วย ราคาตลาดที่ดินรอบข้าง ข้อกำหนดสีผังเมืองกรุงเทพฯ แนวเวนคืน พื้นที่ห้ามก่อสร้าง คำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คำนวณราคาปล่อยเช่าที่ดินที่เหมาะสม เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นศักยภาพที่ดินได้ง่าย ๆ ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
สีผังเมือง รถไฟฟ้า เวนคืน Feasy

สมัครสมาชิกใช้งาน Feasy โปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาฯ ออนไลน์ ฟรี! คลิกสมัครเลย

สำหรับผู้ใช้งานแพคเกจฟรี! คุณสามารถดูข้อมูลบนแผนที่ (ยกเว้นราคาที่ดิน) เพิ่มที่ดิน ได้ 1 แปลง และเพิ่มยูนิตได้ทั้งหมด 10 ยูนิต เพื่อสร้างรายงานวิเคราะห์ศักยภาพ และวางแผนการลงทุนได้ง่าย ๆ หากต้องการอัพเกรดการใช้งานเพื่อให้สามารถใช้งานได้ครบทุกฟีเจอร์ เราขอแนะนำแพคเกจ Personal ราคา 2,900 บาท/แอคเคาท์/ปี (สมัครสมาชิกภายในสิ้นเดือนก.ค. 2563 แถมอายุการใช้งานเพิ่มอีก 2 เดือน!!)

ดูข้อมูลแพคเกจการใช้งานได้ที่นี่!


Keyword: กรมที่ดิน, ความกว้างถนน, ราคาประเมิน, รถไฟฟ้า

#ตลาดอสังหาฯ#ที่ดิน#ลงทุนอสังหาฯ

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/1231

เจาะลึก! 5 อันดับ บ้านคอนโด ทำเลไหน ราคาเท่าไหร่ ขายดีสวนกระแส

 

       ผลกระทบจากโควิด และเศรษฐกิจโลกทำให้กำลังซื้อทั้งในไทยและต่างชาติหายไปอย่างรวดเร็ว โครงการที่อยู่อาศัย บ้าน-คอนโดหลายที่จึงขายไม่ค่อยออก ต้องจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม เพื่อเร่งระบายสต๊อกอย่างรวดเร็ว จะว่าอสังหาฯ ช่วงนี้ซบเซาก็ว่าได้ แต่ก็มีบางทำเล บางโครงการที่ยังไปต่อได้ Demand ยังสูงกว่า Supply ในตลาด ถึงขั้นที่เรียกว่าขายดีสวนกระแสเลยทีเดียว เรามาดูข้อมูลตลาดอสังหาฯ กลางปี พ.ศ. 2563 จากการสำรวจโดย ฝ่ายวิจัย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ Feasy อัพเดททุกครึ่งปี (อัพเดทล่าสุด กลางปี 2563)

       มาดูกันว่า บ้าน-คอนโดทำเลไหน ระดับราคาเท่าไหร่ ที่ยังขายดีสวนกระแส อัตราการขายเฉลี่ย (Sold Average) มากกว่า 20% ต่อเดือน ทั้งที่ปกติแล้วอัตราการขายเฉลี่ยของโครงการอาจอยู่ที่ราว 2-5% ตลอดระยะเวลาที่เปิดขาย เช่น คอนโดอาจใช้เวลาขายเฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี ถ้ามี 100 หน่วยก็จะขายได้เฉลี่ย 2-5 หน่วยต่อเดือนนั่นเอง โดยที่ช่วงแรกๆ อาจจะขายดี ขายได้เดือนละ 20-30% แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ชะลอลง จนกว่าจะขายหมด ทำให้อัตราการขายเฉลี่ยต่อเดือนไม่สูงนั่นเอง

อันดับที่1: คอนโด ทำเลคลองสาน ระดับราคา 10 -20 ล้านบาทอัตราการขาย 92.9% ต่อเดือน

บ้านคอนโดขายดี

       ทำเลคลองสานอยู่ฝั่งธนบุรี ติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีศูนย์การค้า Icon Siam ในทำเลนี้ด้วย เมื่อดูข้อมูลตลาดจากการสำรวจโดย ฝ่ายวิจัย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ Feasy อัพเดททุกครึ่งปี (อัพเดทล่าสุด กลางปี 2563) จะพบว่ามีอัตราการขาย 92.9% ต่อเดือน! ถ้ามีคอนโดอยู่ 100 หน่วย จะใช้เวลาขายไม่ถึง 1 เดือนก็ขายได้หมดแล้ว แสดงว่าขายหมดเร็วมาก เป็นเพราะมีโครงการที่ขายดีเป็นพิเศษเปิดตัวในทำเลดังกล่าว ถึงแม้ระดับราคาจะแพงถึง 10 – 20 ล้านแต่เมื่อเทียบกับศักยภาพทำเลคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ถือว่าคุ้มค่า อีกทั้งกลุ่มผู้ซื้อเป็นผู้มีรายได้สูง ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดมากนัก อีกทั้ง Supply คอนโดระดับราคานี้อาจมีน้อยกว่า Demand ทำให้โครงการขายหมดได้ในเวลาไม่นาน

       ไม่ใช่ว่าคอนโด ในคลองสาน ทุกระดับราคาจะขายดี หากคุณ “เพิ่มที่ดิน” แล้ว “สร้างแผนการลงทุน” พัฒนาคอนโดมิเนียมในทำเล คลองสาน แล้วจะพบว่า คอนโดในทำเลนี้ ระดับราคาอื่น มีอัตราการขายอยู่ราว 2.1% – 14.7% โดยที่คอนโดในช่วงราคา 3 ล้านขึ้นไปจะขายได้ดีกว่า อัตราการขายมากกว่า 10% ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนอุปทานเหลือขาย (แผนภูมิวงกลม) ส่วนใหญ่เป็นคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท (คอนโด 1-2 ล้านบาท 19.2% และ คอนโด 2-3 ล้านบาท 55%) แสดงว่าของที่ยังเหลือส่วนใหญ่เป็นของราคาไม่แพง ในขณะที่ของแพงขายได้ดี ระบายสต๊อกได้มากกว่า อาจเป็นเพราะว่ากำลังซื้อกลุ่มกลาง-บน ยังสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้

วิเคราะห์ที่ดิน

คุณก็วิเคราะห์ที่ดินเองได้ แค่สมัครสมาชิกฟรี! https://www.feasyonline.com/member/register (แพคเกจฟรี วิเคราะห์ที่ดินได้ 1 แปลง)

อัพเกรดแพคเกจ Personal เพียง 2900 บาท/ผู้ใช้/ปี

– เพิ่มที่ดินได้ไม่จำกัดจำนวน
– Workshop กลุ่มย่อย เรียนรู้จากเคสจริง
– ดูราคาตลาดที่ดินกว่า 400 ทำเล (สำหรับเปรียเทียบแต่ละทำเล ไม่สะท้อนราคารายแปลง)

อันดับที่ 2: คอนโด ทำเลบางบัวทอง ระดับราคา 3 -5 ล้านบาท อัตราการขาย 32.5% ต่อเดือน

บ้านคอนโด ทำเลขายดี

       ทำเลบางบัวทองครอบคลุมพื้นที่ เซนทรัลเวสต์เกท IKEA บางใหญ่ และปลายสายของ MRT รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) มีคอนโดมิเนียมในบริเวณนี้จำนวนไม่มาก เราจะพบว่านอกจากอัตราการขายของคอนโดราคา 3-5 ล้านจะสูงถึง 32.5% ต่อเดือนแล้ว ยังไม่มี Supply คอนโดในระดับราคานี้เหลืออยู่อีกด้วย (แผนภูมิวงกลม) ของที่เหลือขายตอนนี้คือคอนโด ระดับราคา 1-2 ล้านบาท เป็นไปได้ว่า คอนโดระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นรูปแบบห้องขนาดใหญ่ 2 ห้องนอน ผลิตออกมาน้อย เมื่อเทียบกับ demand ของผู้ซื้อที่สูงกว่า จึงขายหมดเร็ว

อันดับที่ 3:  ทาวน์เฮาส์ ทำเล ศรีนครินทร์-อุดมสุข ระดับราคา 5 -10 ล้านบาท อัตราการขาย 32.4% ต่อเดือน

บ้านคอนโด ทำเลขายดี

       บริเวณสวนหลวง ร.9 มีเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) ซึ่งมีแผนจะก่อสร้างเสร็จในปี 2564 เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีสำโรง และ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สถานีพัฒนาการ ทำให้ทำเลนี้มีทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมเกิดขึ้นมามากมาย จะเห็นว่าตลาดทาวน์เฮาส์ราคาแพง 5-10 ล้านบาท/หลัง ขายดีมาก เพราะอัตราการขายสูงถึง 32.4% และยังไม่มีอุปทานเหลือขายในตลาดอีกด้วย (ค่าของช่วง 5-10 ล้านบาทในแผนภูมิวงกลมเป็น 0%)  ในขณะที่ทาวน์โฮมราคา 2-3 ล้าน และ 3-5 ล้าน ก็มีอัตราการขายที่ค่อนข้างสูง 6.4% – 7% แสดงว่ามีความต้องการสูงกว่าอุปทานในตลาด อาจมีอุปทานในตลาดน้อยนั่นเอง

อันดับที่ 4:  คอนโด ทำเล บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ ระดับราคา 5 -10 ล้านบาท อัตราการขาย 25.6% ต่อเดือน

บ้านคอนโดทำเลขายดี

       ทำเลบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ มีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ช่วงเตาปูน-ท่าพระ) ที่เพิ่งเปิดให้บริการปลายปี 62 ทำให้มีโครงการอสังหาเกิดขึ้นมากมาย โดยคอนโดมิเนียมราคา 5-10 ล้านบาทขายดีมาก ด้วยอัตราการขาย 25.6% ต่อเดือน ส่วนคอนโดราคาต่ำลงมาหน่อย 3-5 ล้านบาทเองก็ขายดีด้วยอัตราการขาย 19.3% ต่อเดือน ในขณะที่คอนโดราคาต่ำลงมา 2-3 ล้านบาท มีอัตราการขายน้อยลงมา และยังเหลืออุปทานในตลาดมากถึง 60% (แผนภูมิวงกลม) แสดงว่าคอนโดราคาแพงอาจมีความต้องการสูง ในขณะที่อุปทานน้อยกว่าทำให้ขายออกได้เร็ว และเหลือขายน้อย

อันดับที่ 5:  คอนโด ทำเล เจ้าคุณทหาร ระดับราคา 1-2 ล้านบาท อัตราการขาย 22.5% ต่อเดือน

บ้านคอนโดทำเลขายดี

       ทำเลนี้ครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ตั้งแต่บริเวณมีนบุรี ถนนรามคำแหง ที่มีรถไฟฟ้าสองสายกำลังจะพาดผ่าน คือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2566 และรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2564 ลงใต้ไปจนถึงเส้นทางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สาเหตุที่ทำให้ คอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาท ขายดี โดยมีอัตราการขายสูงถึง 22.5% ต่อเดือน เป็นเพราะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่บริเวณมีนบุรี ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าที่สายสีส้ม และ ชมพู เป็นคอนโดสูง High-rise ตึกแรกในย่านมีนบุรี ทำให้ขายดี ขายหมดอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เหลือคอนโดราคา 1-2 ล้านบาทในทำเลเพียง 20 หน่วยเท่านั้น (แผนภูมิวงกลม)

       หากใครมีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในทำเลไหน กำลังมองหาโอกาส ว่าจะเก็บไว้ ขายต่อ หรือนำไปลงทุนพัฒนาอย่างไร Feasy ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลตลาดอสังหาฯ รายทำเล รายประเภทอสังหาฯ จากข้อมูลตลาดที่ได้รับการเก็บข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย อัพเดททุกครึ่งปี แค่คุณ “เพิ่มที่ดิน” ก็สามารถดูศักยภาพที่ดินรายแปลง แล้ว “สร้างแผนการลงทุน” เพื่อดูข้อมูลตลาด ราคาเฉลี่ย อัตราการขายในทำเล คู่แข่งในทำเล และคำนวณต้นทุนราคาที่ดินที่รับได้หากจะพัฒนาที่ดินเป็นโครงการจัดสรรแนวราบ หรือ คอนโดมิเนียม

Keywords: อัตราการขาย, ขายดี,

#ตลาดอสังหาฯ#ลงทุนอสังหาฯ#อัตราผลตอบแทน

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/1281

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เจาะลึก! 5 อันดับ บ้านคอนโด ทำเลไหน ราคาเท่าไหร่ ขายดีสวนกระแส

 

       ผลกระทบจากโควิด และเศรษฐกิจโลกทำให้กำลังซื้อทั้งในไทยและต่างชาติหายไปอย่างรวดเร็ว โครงการที่อยู่อาศัย บ้าน-คอนโดหลายที่จึงขายไม่ค่อยออก ต้องจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม เพื่อเร่งระบายสต๊อกอย่างรวดเร็ว จะว่าอสังหาฯ ช่วงนี้ซบเซาก็ว่าได้ แต่ก็มีบางทำเล บางโครงการที่ยังไปต่อได้ Demand ยังสูงกว่า Supply ในตลาด ถึงขั้นที่เรียกว่าขายดีสวนกระแสเลยทีเดียว เรามาดูข้อมูลตลาดอสังหาฯ กลางปี พ.ศ. 2563 จากการสำรวจโดย ฝ่ายวิจัย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ Feasy อัพเดททุกครึ่งปี (อัพเดทล่าสุด กลางปี 2563)

       มาดูกันว่า บ้าน-คอนโดทำเลไหน ระดับราคาเท่าไหร่ ที่ยังขายดีสวนกระแส อัตราการขายเฉลี่ย (Sold Average) มากกว่า 20% ต่อเดือน ทั้งที่ปกติแล้วอัตราการขายเฉลี่ยของโครงการอาจอยู่ที่ราว 2-5% ตลอดระยะเวลาที่เปิดขาย เช่น คอนโดอาจใช้เวลาขายเฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี ถ้ามี 100 หน่วยก็จะขายได้เฉลี่ย 2-5 หน่วยต่อเดือนนั่นเอง โดยที่ช่วงแรกๆ อาจจะขายดี ขายได้เดือนละ 20-30% แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ชะลอลง จนกว่าจะขายหมด ทำให้อัตราการขายเฉลี่ยต่อเดือนไม่สูงนั่นเอง

อันดับที่1: คอนโด ทำเลคลองสาน ระดับราคา 10 -20 ล้านบาทอัตราการขาย 92.9% ต่อเดือน

บ้านคอนโดขายดี

       ทำเลคลองสานอยู่ฝั่งธนบุรี ติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีศูนย์การค้า Icon Siam ในทำเลนี้ด้วย เมื่อดูข้อมูลตลาดจากการสำรวจโดย ฝ่ายวิจัย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ Feasy อัพเดททุกครึ่งปี (อัพเดทล่าสุด กลางปี 2563) จะพบว่ามีอัตราการขาย 92.9% ต่อเดือน! ถ้ามีคอนโดอยู่ 100 หน่วย จะใช้เวลาขายไม่ถึง 1 เดือนก็ขายได้หมดแล้ว แสดงว่าขายหมดเร็วมาก เป็นเพราะมีโครงการที่ขายดีเป็นพิเศษเปิดตัวในทำเลดังกล่าว ถึงแม้ระดับราคาจะแพงถึง 10 – 20 ล้านแต่เมื่อเทียบกับศักยภาพทำเลคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ถือว่าคุ้มค่า อีกทั้งกลุ่มผู้ซื้อเป็นผู้มีรายได้สูง ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดมากนัก อีกทั้ง Supply คอนโดระดับราคานี้อาจมีน้อยกว่า Demand ทำให้โครงการขายหมดได้ในเวลาไม่นาน

       ไม่ใช่ว่าคอนโด ในคลองสาน ทุกระดับราคาจะขายดี หากคุณ “เพิ่มที่ดิน” แล้ว “สร้างแผนการลงทุน” พัฒนาคอนโดมิเนียมในทำเล คลองสาน แล้วจะพบว่า คอนโดในทำเลนี้ ระดับราคาอื่น มีอัตราการขายอยู่ราว 2.1% – 14.7% โดยที่คอนโดในช่วงราคา 3 ล้านขึ้นไปจะขายได้ดีกว่า อัตราการขายมากกว่า 10% ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนอุปทานเหลือขาย (แผนภูมิวงกลม) ส่วนใหญ่เป็นคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท (คอนโด 1-2 ล้านบาท 19.2% และ คอนโด 2-3 ล้านบาท 55%) แสดงว่าของที่ยังเหลือส่วนใหญ่เป็นของราคาไม่แพง ในขณะที่ของแพงขายได้ดี ระบายสต๊อกได้มากกว่า อาจเป็นเพราะว่ากำลังซื้อกลุ่มกลาง-บน ยังสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้

วิเคราะห์ที่ดิน

คุณก็วิเคราะห์ที่ดินเองได้ แค่สมัครสมาชิกฟรี! https://www.feasyonline.com/member/register (แพคเกจฟรี วิเคราะห์ที่ดินได้ 1 แปลง)

อัพเกรดแพคเกจ Personal เพียง 2900 บาท/ผู้ใช้/ปี

– เพิ่มที่ดินได้ไม่จำกัดจำนวน
– Workshop กลุ่มย่อย เรียนรู้จากเคสจริง
– ดูราคาตลาดที่ดินกว่า 400 ทำเล (สำหรับเปรียเทียบแต่ละทำเล ไม่สะท้อนราคารายแปลง)

อันดับที่ 2: คอนโด ทำเลบางบัวทอง ระดับราคา 3 -5 ล้านบาท อัตราการขาย 32.5% ต่อเดือน

บ้านคอนโด ทำเลขายดี

       ทำเลบางบัวทองครอบคลุมพื้นที่ เซนทรัลเวสต์เกท IKEA บางใหญ่ และปลายสายของ MRT รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) มีคอนโดมิเนียมในบริเวณนี้จำนวนไม่มาก เราจะพบว่านอกจากอัตราการขายของคอนโดราคา 3-5 ล้านจะสูงถึง 32.5% ต่อเดือนแล้ว ยังไม่มี Supply คอนโดในระดับราคานี้เหลืออยู่อีกด้วย (แผนภูมิวงกลม) ของที่เหลือขายตอนนี้คือคอนโด ระดับราคา 1-2 ล้านบาท เป็นไปได้ว่า คอนโดระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นรูปแบบห้องขนาดใหญ่ 2 ห้องนอน ผลิตออกมาน้อย เมื่อเทียบกับ demand ของผู้ซื้อที่สูงกว่า จึงขายหมดเร็ว

อันดับที่ 3:  ทาวน์เฮาส์ ทำเล ศรีนครินทร์-อุดมสุข ระดับราคา 5 -10 ล้านบาท อัตราการขาย 32.4% ต่อเดือน

บ้านคอนโด ทำเลขายดี

       บริเวณสวนหลวง ร.9 มีเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) ซึ่งมีแผนจะก่อสร้างเสร็จในปี 2564 เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีสำโรง และ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สถานีพัฒนาการ ทำให้ทำเลนี้มีทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมเกิดขึ้นมามากมาย จะเห็นว่าตลาดทาวน์เฮาส์ราคาแพง 5-10 ล้านบาท/หลัง ขายดีมาก เพราะอัตราการขายสูงถึง 32.4% และยังไม่มีอุปทานเหลือขายในตลาดอีกด้วย (ค่าของช่วง 5-10 ล้านบาทในแผนภูมิวงกลมเป็น 0%)  ในขณะที่ทาวน์โฮมราคา 2-3 ล้าน และ 3-5 ล้าน ก็มีอัตราการขายที่ค่อนข้างสูง 6.4% – 7% แสดงว่ามีความต้องการสูงกว่าอุปทานในตลาด อาจมีอุปทานในตลาดน้อยนั่นเอง

อันดับที่ 4:  คอนโด ทำเล บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ ระดับราคา 5 -10 ล้านบาท อัตราการขาย 25.6% ต่อเดือน

บ้านคอนโดทำเลขายดี

       ทำเลบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ มีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ช่วงเตาปูน-ท่าพระ) ที่เพิ่งเปิดให้บริการปลายปี 62 ทำให้มีโครงการอสังหาเกิดขึ้นมากมาย โดยคอนโดมิเนียมราคา 5-10 ล้านบาทขายดีมาก ด้วยอัตราการขาย 25.6% ต่อเดือน ส่วนคอนโดราคาต่ำลงมาหน่อย 3-5 ล้านบาทเองก็ขายดีด้วยอัตราการขาย 19.3% ต่อเดือน ในขณะที่คอนโดราคาต่ำลงมา 2-3 ล้านบาท มีอัตราการขายน้อยลงมา และยังเหลืออุปทานในตลาดมากถึง 60% (แผนภูมิวงกลม) แสดงว่าคอนโดราคาแพงอาจมีความต้องการสูง ในขณะที่อุปทานน้อยกว่าทำให้ขายออกได้เร็ว และเหลือขายน้อย

อันดับที่ 5:  คอนโด ทำเล เจ้าคุณทหาร ระดับราคา 1-2 ล้านบาท อัตราการขาย 22.5% ต่อเดือน

บ้านคอนโดทำเลขายดี

       ทำเลนี้ครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ตั้งแต่บริเวณมีนบุรี ถนนรามคำแหง ที่มีรถไฟฟ้าสองสายกำลังจะพาดผ่าน คือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2566 และรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2564 ลงใต้ไปจนถึงเส้นทางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สาเหตุที่ทำให้ คอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาท ขายดี โดยมีอัตราการขายสูงถึง 22.5% ต่อเดือน เป็นเพราะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่บริเวณมีนบุรี ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าที่สายสีส้ม และ ชมพู เป็นคอนโดสูง High-rise ตึกแรกในย่านมีนบุรี ทำให้ขายดี ขายหมดอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เหลือคอนโดราคา 1-2 ล้านบาทในทำเลเพียง 20 หน่วยเท่านั้น (แผนภูมิวงกลม)

       หากใครมีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในทำเลไหน กำลังมองหาโอกาส ว่าจะเก็บไว้ ขายต่อ หรือนำไปลงทุนพัฒนาอย่างไร Feasy ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลตลาดอสังหาฯ รายทำเล รายประเภทอสังหาฯ จากข้อมูลตลาดที่ได้รับการเก็บข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย อัพเดททุกครึ่งปี แค่คุณ “เพิ่มที่ดิน” ก็สามารถดูศักยภาพที่ดินรายแปลง แล้ว “สร้างแผนการลงทุน” เพื่อดูข้อมูลตลาด ราคาเฉลี่ย อัตราการขายในทำเล คู่แข่งในทำเล และคำนวณต้นทุนราคาที่ดินที่รับได้หากจะพัฒนาที่ดินเป็นโครงการจัดสรรแนวราบ หรือ คอนโดมิเนียม

Keywords: อัตราการขาย, ขายดี,

#ตลาดอสังหาฯ#ลงทุนอสังหาฯ#อัตราผลตอบแทน

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/1281

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ปัญหาหลักที่นักลงทุนอสังหาต้องเจอ!

 

                ปัญหาที่นักลงทุนอสังหาทุกคนต้องเจอไม่ว่าจะเป็นมือใหม่อสังหา หรือ ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านสังเวียนในวงการอสังหาฯมาหลายปีต่างก็พบปัญหาคล้ายกันนั่นคือปัญหาในการหาข้อมูลตลาดที่น่าเชื่อถือ ทันต่อสถานการณ์ และเข้าใจง่ายเพื่อนำมาวิเคราะห์ และพัฒนาแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพราะก่อนจะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้สักโครงการ นักลงทุนต้องเข้าใจศักยภาพของพื้นที่ตนเอง ข้อจำกัดด้านกฎหมายความต้องการของตลาดในทำเล และคู่แข่ง ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อหารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของลูกค้า และได้กำไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ

  1. ขาดข้อมูลตลาดที่น่าเชื่อถือ
         สำหรับใช้ในการวิเคราะห์การลงทุน เพราะข้อมูลที่สถานการณ์ตลาดอสังหาที่หาได้ทั่วไปมักเป็นข้อมูลที่เก่าแล้ว เช่น ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมก็เป็นข้อมูลของปีที่แล้ว ไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการในการซื้อคอนโดจริง แถมจะหาข้อมูลรายพื้นที่ก็ยิ่งยากไปใหญ่ จะให้ไปขับรถตระเวนหาข้อมูลเองก็ใช่ว่าจะได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง น่าเชื่อถือ แถมยังต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงอีกด้วย
  2. ข้อมูลเข้าใจยาก
         ถึงจะมีข้อมูลอสังหาแล้ว แต่ก็ใช่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเข้าใจง่าย การจะเลือกลงทุนในที่ดิน หรือ โครงการอสังหาริมทรัพย์สักแห่ง นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจข้อกำหนด กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดสีผังเมือง แนวเวนคืน กฎหมายอาคาร และอื่น ๆ ซึ่งเอกสารทางราชการเหล่านี้ค่อนข้างจะเข้าใจยาก ทำให้เสียเวลาในการศึกษาอยู่พอสมควร
  3. ปรับตัวไม่ทันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่
         ไม่ว่าจะเป็นการเกิดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ขึ้น มีคู่แข่งเกิดขึ้นในทำเลใกล้เคียง มีการเวนคืนพื้นที่เพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า-ขยายถนน หรือ มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินต่าง  แผนการลงทุนที่เราเคยคิดเอาไว้จะต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่การหาข้อมูลตลาด ข้อกำหนด-กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ศักยภาพในการลงทุนอีกครั้ง

ทางเลือกของนักลงทุนมีไม่มาก

                ปัญหาในการหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทันต่อสถานการณ์ และเข้าใจง่ายเพื่อนำมาวิเคราะห์ และพัฒนาแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เลย แต่ปัจจุบัน นักลงทุนมีทางเลือกไม่มากนัก หากไม่ศึกษาด้วยตัวเองคนเดียวผ่านการลงพื้นที่ หาข้อมูลออนไลน์ หรือหาคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาตนเองแล้ว ก็ต้องจ้างที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลและแนวคิดการพัฒนาของเรามีความเป็นไปได้จริง แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามรูปแบบการพัฒนาที่ต้องการศึกษา วิธีนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ได้ศึกษาด้วยตัวเองมาก่อนแล้ว และมีความมั่นใจในศักยภาพพื้นที่ในระดับหนึ่ง

วิเคราะห์การลงทุนอสังหาด้วยตัวเอง ในยุคดิจิทัล ทดลองใช้ฟรี!

                FEASY (Feasiblitymade EASY)เป็นโปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาครบวงจรที่จะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์แผนการลงทุนได้ด้วยตัวเองด้วยข้อมูลวิจัยจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยบจก.เอเจนซี่ฟอร์เรียลเอสเตทแอฟแฟร์สบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเมินค่าทรัพย์สินและวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 ประกอบกับการพัฒนาซอฟท์แวร์digitaldisruption ฟีเจอร์การคำนวณที่จะช่วยวิเคราะห์ และปรับแผนการลงทุนได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวเทรนด์การลงทุนอสังหาฯกับ FEASY 
Facebook >> https://www.facebook.com/feasyonline/
Line >>https://lin.ee/mPnJRzG

#ลงทุนอสังหา#วางแผนการลงทุน#อสังหา

#ความรู้อสังหาฯ.#ตลาดอสังหาฯ#กลยุทธ์การลงทุน.#มุมมองนักลงทุน#นักพัฒนาอสังหาฯ#ลงทุนอสังหาฯ

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/74

วิเคราะห์ 5 Re-strategy กลยุทธ์ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในยุคโควิด-19

 

        การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของดีมานด์การซื้ออสังหาฯ กำลังซื้อที่อาจลดลงเนื่องจากรายได้ของผู้คนไม่มั่นคงเหมือนเดิม ความไม่มั่นใจ ของลูกบ้านเดิมและว่าที่ลูกบ้านต่อความปลอดภัยของที่พักอาศัย และแนวทาง Social distancing ที่ทำให้คนหันไป Work From Home ทำงานที่บ้านกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันเหล่านี้ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องรีบปรับกลยุทธ์ Re-strategy กันภายในเวลาสั้น ๆ เพื่อตอบรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับโลกนี้ Feasy พาคุณมาดูกันว่าแต่ละแบรนด์อสังหาฯ ต่าง ๆ มีกลยุทธ์การรับมือ กันอย่างไรบ้าง

กลยุทธ์อสังหาฯ รับโควิด
  1. ขายอสังหาฯ ออนไลน์ เมื่อคนเริ่มชอปปิ้งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น
            ก่อนจะมีโควิด-19 เราก็เห็นแบรนด์อสังหาฯ ปรับตัวเพิ่มช่องทางการทำการตลาดออนไลน์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการชมบ้านแบบ 360 องศาผ่านเว็บไซต์ การจองบ้านออนไลน์ Online Booking ผ่านเว็บไซต์ของเจ้าของโครงการ และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น Shopee หรือ Lazada แต่ในยุคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้เกิด Digital disruption ในวงการอสังหาฯ ที่ทุกแบรนด์พร้อมใจกันขายอสังหาฯ ผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น FB Live, Line OA, Website, Tiktok และอื่น ๆ เรียกได้ว่าในยุคโควิด-19 ไปจนถึงหลังยุคนี้ ผู้บริโภคคงจะคุ้นชินกับการใช้เวลาเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ และลดเวลาในการไปดูโครงการที่หน้างานลง ตัวอย่างเช่น อนันดาฯ เปิดช่องทางการขายอสังหา 24 ชั่วโมงผ่าน “Ananda iStore” ด้วย 3 ช่องทางออนไลน์ได้แก่ เว็บไซต์ Facebook และ Line OA “Chat & Shop” หรือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่เปิด Official Store บนแพลทฟอร์ม Shopeeและ Lazada
  1. เพิ่มความเชื่อมั่นของลูกบ้าน ด้วยการบริการที่ใส่ใจและได้มาตรฐาน
            การสร้าง Customer Loyalty หรือการมัดใจลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกธุรกิจ เพราะพวกเขาเป็นกระบอกเสียงที่จะแนะนำแบรนด์ต่อให้กับเพื่อนๆ หรือเป็นลูกค้าที่จะกลับมาซื้อสินค้าของบริษัทซ้ำอีกครั้ง แบรนด์อสังหาฯ ทั้งหลายจึงต้องดูแลลูกค้าให้ดี โดยเฉพาะลูกบ้านในที่อยู่อาศัยที่ดูมีความเสี่ยงสูง อย่างคอนโดมิเนียมที่เป็นสินค้าหลักในตลาดอสังหาฯ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกบ้าน แบรนด์อสังหาฯ ทั้งหลายจึงจัดทำมาตรการรักษาความสะอาดและความปลอดภัย ด้วยการการกำหนดเวลาในการใช้พื้นที่ส่วนกลาง การแจกหน้ากากอนามัย ตั้งจุดคัดกรอง และการวางเจลล้างมือให้บริการลูกบ้านภายในโครงการ รวมทั้งมาตรการพิเศษ เช่น แบรนด์เสนา เปิดแคมเปญ “Sena Zero Covid Hotline” สายด่วนพาลูกบ้านไปโรงพยาบาล สำหรับลูกบ้านที่มีไข้ หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงเพียงติดต่อนิติบุคคลของโครงการ หรือ แบรนด์ Ananda ที่ส่งมอบคอนโดปลอดเชื้อ เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกบ้านใหม่ โดยใช้นวัตกรรม UVC Technology เทคโนโลยีฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต ครอบคลุมการฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 และแบคทีเรีย ที่ผ่านการทดสอบและรับรองจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC) ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึง 99.9% โดยนำร่องมาใช้กับ 7 โครงการพร้อมอยู่จำนวน 2,400 ยูนิตและทุกยูนิตที่พร้อมเข้าอยู่ในปีนี้
  1. กระหน่ำจัดโปรโมชั่น เร่งระบายสต็อกอสังหาฯ
            ดีมานด์ในการซื้ออสังหาฯ ช่วงโควิดลดลงอย่างมาก โดย“ดร.โสภณ พรโชคชัย” ประธานกรรมการ AREA-เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส คาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 น่าจะติดลบ 15-20% โดยดูอาการจากช่วง 2 เดือนแรกของปี (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563) จากเดิมที่มีการประเมินไว้เมื่อช่วงปลายปี 2562 ว่าธุรกิจอสังหาฯในปี้นี้น่าจะกลับมาบวกได้ 5-10% เท่ากับว่าโควิด-19 นี้ทำให้เกิดการผันผวนของตลาดอย่างมาก อีกทั้งยังมีอสังหาฯ ในสต๊อกที่รอการขายกันอยู่เยอะทำให้ผู้ประกอบการต้องจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เพื่อเร่งให้เกิดยอดโอน เช่น บมจ.อนันดา นำโครงการคอนโดมิเนียมทำเลพหลโยธิน 34 ออกแคมเปญผ่อนดาวน์ช่วยลูกค้าครึ่งหนึ่งของจำนวนค่างวด รวมทั้งจัดโปรโมชั่นผ่านการจองออนไลน์ เมื่อเพิ่มเป็นเพื่อนกับอนันดาฯ รับข้อเสนอพิเศษจองเริ่มต้น 999 บาท ส่วนลดสูงสุด 3.9 ล้านบาท เป็นต้น
    อีกทั้งเรายังได้เห็นธุรกิจอสังหาฯ สร้างโปรโมชั่นเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย อย่างค่ายเสนาออกโปรพิเศษ Personalizes promotion พร้อมดูแลลูกค้าทุกรูปแบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าและแบ่งเบาภาระทางการเงิน เพราะลูกค้าแต่ละรายมีปัญหาต่างกันผู้ประกอบการจึงพร้อมปรับมาตรการเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ
    นอกจากโปรสำหรับลูกค้าใหม่แล้ว บางแบรนด์ยังออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าปัจจุบันอีกด้วย เช่น ศุภาลัยออกมาตรการพักชำระค่างวดผ่อนดาวน์ 3 เดือน (3 งวด) สำหรับลูกค้าในสายอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด เช่น ลูกค้าที่มีอาชีพในกลุ่มสายการบิน โรงแรม ฯลฯ โดยลูกค้าที่ขอรับสิทธิจะต้องอยู่ในระหว่างการผ่อนชำระเงินดาวน์กับบริษัทในโครงการศุภาลัยทั่วประเทศ
  1. ใช้ทรัพยากรคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
            ในยุคโควิด-19 หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง หลายหน้าที่การงานที่ไม่มีความจำเป็นในช่วงล็อกดาวน์ก็อาจโดนพักงาน ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องปรับตัวมาใช้ทรัพย์กรคน พนักงานในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อพยุงองค์กร และรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้ ดังนั้น พนักงานหนึ่งคนจึงไม่ได้มีหน้าที่เดียวอีกต่อไป อย่างเช่น แคมเปญ “Everyone can sell” ของแบรนด์ออริจิ้น ที่เปลี่ยนพนักงานเป็น Micro-Influencer ขายอสังหาฯ ผ่านช่องทางการตลาดของตัวเอง เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ให้องค์กรและพนักงาน จากเดิม ที่มีฝ่ายขายและการตลาดประมาณ 250 คน จากพนักงานในเครือกว่า 1,200 คน แต่วันนี้ทุกคนกลายเป็นนักขายอสังหาฯ ออนไลน์ไปแล้ว
  1. มองการณ์ไกลถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในวันข้างหน้า
            ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ต้องมีวิสัยทัศน์เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงหลังยุคโควิด-19 โดยหลายแบรนด์มองว่าจะเกิด New Normal ความปกติใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น องค์กรและพนักงานต่างปรับตัวไป Work From Home กันมากขึ้น ทำให้ฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป อย่าง แบรนด์ออริจิ้นมองว่าคนจะกล้าซื้อบ้านที่อยู่ไกลที่ทำงานมากขึ้น ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่มีขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น ภายในห้องพักต้องมีพื้นที่สำหรับกิน นอน ทำงาน และออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ภายในห้องจะต้องมีฟังก์ชั่นการใช้สอยที่มากกว่าเดิม
            รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง Co-….ing space เป็น Co-separate space ด้วยการออกแบบให้คนนั่งแยกกันในพื้นที่ส่วนกลางเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของสุขภาพอนามัยมากขึ้น และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไร้สัมผัส (Touchless) ไม่ว่าจะเป็น ระบบสแกนจากการจดจำใบหน้า (Face Recognition) หรือระบบการสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) สำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ลิฟท์ เป็นต้น คาดว่าเราคงได้เห็นการออกแบบการใช้งานพื้นที่ภายในห้องและการใช้พื้นที่ส่วนกลางแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหลังยุคโควิด-19 เป็นแน่

        วิกฤตโควิด-19 นี้น่าจะส่งผลกระทบในระยะยาว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ทั้งรายใหญ่ และรายย่อยต่างต้องเร่งมือปรับตัวกันยกใหญ่ นอกจากต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างยอดขายในปัจจุบัน และเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกบ้านแล้ว ยังต้องคาดการณ์ถึงอนาคตในวันข้างหน้า ที่วิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ FEASY โปรแกรมวิเคราห์การลงทุนอสังหาฯ ออนไลน์ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ และขอแนะนำให้นักลงทุนอสังหาฯ รวมทั้งผู้ประกอบการ หมั่นบริหารพอร์ตการลงทุนอสังหาฯ ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณปรับตัวได้อย่างทันท่วงที 

Keyword: ผู้ประกอบการอสังหา, โควิด

#ความรู้อสังหาฯ.#ตลาดอสังหาฯ#กลยุทธ์การลงทุน.#อสังหา 101#มุมมองนักลงทุน

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/1135

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

เจาะลึก! 5 อันดับ บ้านคอนโด ทำเลไหน ราคาเท่าไหร่ ขายดีสวนกระแส

 

       ผลกระทบจากโควิด และเศรษฐกิจโลกทำให้กำลังซื้อทั้งในไทยและต่างชาติหายไปอย่างรวดเร็ว โครงการที่อยู่อาศัย บ้าน-คอนโดหลายที่จึงขายไม่ค่อยออก ต้องจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม เพื่อเร่งระบายสต๊อกอย่างรวดเร็ว จะว่าอสังหาฯ ช่วงนี้ซบเซาก็ว่าได้ แต่ก็มีบางทำเล บางโครงการที่ยังไปต่อได้ Demand ยังสูงกว่า Supply ในตลาด ถึงขั้นที่เรียกว่าขายดีสวนกระแสเลยทีเดียว เรามาดูข้อมูลตลาดอสังหาฯ กลางปี พ.ศ. 2563 จากการสำรวจโดย ฝ่ายวิจัย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ Feasy อัพเดททุกครึ่งปี (อัพเดทล่าสุด กลางปี 2563)

       มาดูกันว่า บ้าน-คอนโดทำเลไหน ระดับราคาเท่าไหร่ ที่ยังขายดีสวนกระแส อัตราการขายเฉลี่ย (Sold Average) มากกว่า 20% ต่อเดือน ทั้งที่ปกติแล้วอัตราการขายเฉลี่ยของโครงการอาจอยู่ที่ราว 2-5% ตลอดระยะเวลาที่เปิดขาย เช่น คอนโดอาจใช้เวลาขายเฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี ถ้ามี 100 หน่วยก็จะขายได้เฉลี่ย 2-5 หน่วยต่อเดือนนั่นเอง โดยที่ช่วงแรกๆ อาจจะขายดี ขายได้เดือนละ 20-30% แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ชะลอลง จนกว่าจะขายหมด ทำให้อัตราการขายเฉลี่ยต่อเดือนไม่สูงนั่นเอง

อันดับที่1: คอนโด ทำเลคลองสาน ระดับราคา 10 -20 ล้านบาทอัตราการขาย 92.9% ต่อเดือน

บ้านคอนโดขายดี

       ทำเลคลองสานอยู่ฝั่งธนบุรี ติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีศูนย์การค้า Icon Siam ในทำเลนี้ด้วย เมื่อดูข้อมูลตลาดจากการสำรวจโดย ฝ่ายวิจัย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ Feasy อัพเดททุกครึ่งปี (อัพเดทล่าสุด กลางปี 2563) จะพบว่ามีอัตราการขาย 92.9% ต่อเดือน! ถ้ามีคอนโดอยู่ 100 หน่วย จะใช้เวลาขายไม่ถึง 1 เดือนก็ขายได้หมดแล้ว แสดงว่าขายหมดเร็วมาก เป็นเพราะมีโครงการที่ขายดีเป็นพิเศษเปิดตัวในทำเลดังกล่าว ถึงแม้ระดับราคาจะแพงถึง 10 – 20 ล้านแต่เมื่อเทียบกับศักยภาพทำเลคอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ถือว่าคุ้มค่า อีกทั้งกลุ่มผู้ซื้อเป็นผู้มีรายได้สูง ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดมากนัก อีกทั้ง Supply คอนโดระดับราคานี้อาจมีน้อยกว่า Demand ทำให้โครงการขายหมดได้ในเวลาไม่นาน

       ไม่ใช่ว่าคอนโด ในคลองสาน ทุกระดับราคาจะขายดี หากคุณ “เพิ่มที่ดิน” แล้ว “สร้างแผนการลงทุน” พัฒนาคอนโดมิเนียมในทำเล คลองสาน แล้วจะพบว่า คอนโดในทำเลนี้ ระดับราคาอื่น มีอัตราการขายอยู่ราว 2.1% – 14.7% โดยที่คอนโดในช่วงราคา 3 ล้านขึ้นไปจะขายได้ดีกว่า อัตราการขายมากกว่า 10% ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนอุปทานเหลือขาย (แผนภูมิวงกลม) ส่วนใหญ่เป็นคอนโดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท (คอนโด 1-2 ล้านบาท 19.2% และ คอนโด 2-3 ล้านบาท 55%) แสดงว่าของที่ยังเหลือส่วนใหญ่เป็นของราคาไม่แพง ในขณะที่ของแพงขายได้ดี ระบายสต๊อกได้มากกว่า อาจเป็นเพราะว่ากำลังซื้อกลุ่มกลาง-บน ยังสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้

วิเคราะห์ที่ดิน

คุณก็วิเคราะห์ที่ดินเองได้ แค่สมัครสมาชิกฟรี! https://www.feasyonline.com/member/register (แพคเกจฟรี วิเคราะห์ที่ดินได้ 1 แปลง)

อัพเกรดแพคเกจ Personal เพียง 2900 บาท/ผู้ใช้/ปี

– เพิ่มที่ดินได้ไม่จำกัดจำนวน
– Workshop กลุ่มย่อย เรียนรู้จากเคสจริง
– ดูราคาตลาดที่ดินกว่า 400 ทำเล (สำหรับเปรียเทียบแต่ละทำเล ไม่สะท้อนราคารายแปลง)

อันดับที่ 2: คอนโด ทำเลบางบัวทอง ระดับราคา 3 -5 ล้านบาท อัตราการขาย 32.5% ต่อเดือน

บ้านคอนโด ทำเลขายดี

       ทำเลบางบัวทองครอบคลุมพื้นที่ เซนทรัลเวสต์เกท IKEA บางใหญ่ และปลายสายของ MRT รถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) มีคอนโดมิเนียมในบริเวณนี้จำนวนไม่มาก เราจะพบว่านอกจากอัตราการขายของคอนโดราคา 3-5 ล้านจะสูงถึง 32.5% ต่อเดือนแล้ว ยังไม่มี Supply คอนโดในระดับราคานี้เหลืออยู่อีกด้วย (แผนภูมิวงกลม) ของที่เหลือขายตอนนี้คือคอนโด ระดับราคา 1-2 ล้านบาท เป็นไปได้ว่า คอนโดระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นรูปแบบห้องขนาดใหญ่ 2 ห้องนอน ผลิตออกมาน้อย เมื่อเทียบกับ demand ของผู้ซื้อที่สูงกว่า จึงขายหมดเร็ว

อันดับที่ 3:  ทาวน์เฮาส์ ทำเล ศรีนครินทร์-อุดมสุข ระดับราคา 5 -10 ล้านบาท อัตราการขาย 32.4% ต่อเดือน

บ้านคอนโด ทำเลขายดี

       บริเวณสวนหลวง ร.9 มีเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) ซึ่งมีแผนจะก่อสร้างเสร็จในปี 2564 เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีสำโรง และ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สถานีพัฒนาการ ทำให้ทำเลนี้มีทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมเกิดขึ้นมามากมาย จะเห็นว่าตลาดทาวน์เฮาส์ราคาแพง 5-10 ล้านบาท/หลัง ขายดีมาก เพราะอัตราการขายสูงถึง 32.4% และยังไม่มีอุปทานเหลือขายในตลาดอีกด้วย (ค่าของช่วง 5-10 ล้านบาทในแผนภูมิวงกลมเป็น 0%)  ในขณะที่ทาวน์โฮมราคา 2-3 ล้าน และ 3-5 ล้าน ก็มีอัตราการขายที่ค่อนข้างสูง 6.4% – 7% แสดงว่ามีความต้องการสูงกว่าอุปทานในตลาด อาจมีอุปทานในตลาดน้อยนั่นเอง

อันดับที่ 4:  คอนโด ทำเล บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ ระดับราคา 5 -10 ล้านบาท อัตราการขาย 25.6% ต่อเดือน

บ้านคอนโดทำเลขายดี

       ทำเลบางกอกน้อย-บางกอกใหญ่ มีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ช่วงเตาปูน-ท่าพระ) ที่เพิ่งเปิดให้บริการปลายปี 62 ทำให้มีโครงการอสังหาเกิดขึ้นมากมาย โดยคอนโดมิเนียมราคา 5-10 ล้านบาทขายดีมาก ด้วยอัตราการขาย 25.6% ต่อเดือน ส่วนคอนโดราคาต่ำลงมาหน่อย 3-5 ล้านบาทเองก็ขายดีด้วยอัตราการขาย 19.3% ต่อเดือน ในขณะที่คอนโดราคาต่ำลงมา 2-3 ล้านบาท มีอัตราการขายน้อยลงมา และยังเหลืออุปทานในตลาดมากถึง 60% (แผนภูมิวงกลม) แสดงว่าคอนโดราคาแพงอาจมีความต้องการสูง ในขณะที่อุปทานน้อยกว่าทำให้ขายออกได้เร็ว และเหลือขายน้อย

อันดับที่ 5:  คอนโด ทำเล เจ้าคุณทหาร ระดับราคา 1-2 ล้านบาท อัตราการขาย 22.5% ต่อเดือน

บ้านคอนโดทำเลขายดี

       ทำเลนี้ครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ตั้งแต่บริเวณมีนบุรี ถนนรามคำแหง ที่มีรถไฟฟ้าสองสายกำลังจะพาดผ่าน คือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2566 และรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2564 ลงใต้ไปจนถึงเส้นทางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ สาเหตุที่ทำให้ คอนโดมิเนียมราคา 1-2 ล้านบาท ขายดี โดยมีอัตราการขายสูงถึง 22.5% ต่อเดือน เป็นเพราะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่บริเวณมีนบุรี ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าที่สายสีส้ม และ ชมพู เป็นคอนโดสูง High-rise ตึกแรกในย่านมีนบุรี ทำให้ขายดี ขายหมดอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เหลือคอนโดราคา 1-2 ล้านบาทในทำเลเพียง 20 หน่วยเท่านั้น (แผนภูมิวงกลม)

       หากใครมีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในทำเลไหน กำลังมองหาโอกาส ว่าจะเก็บไว้ ขายต่อ หรือนำไปลงทุนพัฒนาอย่างไร Feasy ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลตลาดอสังหาฯ รายทำเล รายประเภทอสังหาฯ จากข้อมูลตลาดที่ได้รับการเก็บข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย อัพเดททุกครึ่งปี แค่คุณ “เพิ่มที่ดิน” ก็สามารถดูศักยภาพที่ดินรายแปลง แล้ว “สร้างแผนการลงทุน” เพื่อดูข้อมูลตลาด ราคาเฉลี่ย อัตราการขายในทำเล คู่แข่งในทำเล และคำนวณต้นทุนราคาที่ดินที่รับได้หากจะพัฒนาที่ดินเป็นโครงการจัดสรรแนวราบ หรือ คอนโดมิเนียม

#ตลาดอสังหาฯ#ลงทุนอสังหาฯ#อัตราผลตอบแทน

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/1281

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

วิเคราะห์ 5 Re-strategy กลยุทธ์ของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในยุคโควิด-19 by feasyonline.com

ผู้ประกอบการอสังหาฯ รับมืออย่างไรกับการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของดีมานด์การซื้ออสังหาฯ กำลังซื้อที่อาจลดลงเนื่องจากรายได้ของผู้คนไม่มั่นคงเหมือนเดิม ความไม่มั่นใจ ของลูกบ้านเดิมและว่าที่ลูกบ้านต่อความปลอดภัยของที่พักอาศัย และแนวทาง Social distancing ที่ทำให้คนหันไป Work From Home ทำงานที่บ้านกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันเหล่านี้ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องรีบปรับกลยุทธ์ Re-strategy กันภายในเวลาสั้น ๆ เพื่อตอบรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับโลกนี้ Feasy พาคุณมาดูกันว่าแต่ละแบรนด์อสังหาฯ ต่าง ๆ มีกลยุทธ์การรับมือ กันอย่างไรบ้าง
  1. ขายอสังหาฯ ออนไลน์ เมื่อคนเริ่มชอปปิ้งบ้านผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น
            ก่อนจะมีโควิด-19 เราก็เห็นแบรนด์อสังหาฯ ปรับตัวเพิ่มช่องทางการทำการตลาดออนไลน์อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการชมบ้านแบบ 360 องศาผ่านเว็บไซต์ การจองบ้านออนไลน์ Online Booking ผ่านเว็บไซต์ของเจ้าของโครงการ และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่าง ๆ เช่น Shopee หรือ Lazada แต่ในยุคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้เกิด Digital disruption ในวงการอสังหาฯ ที่ทุกแบรนด์พร้อมใจกันขายอสังหาฯ ผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น FB Live, Line OA, Website, Tiktok และอื่น ๆ เรียกได้ว่าในยุคโควิด-19 ไปจนถึงหลังยุคนี้ ผู้บริโภคคงจะคุ้นชินกับการใช้เวลาเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ และลดเวลาในการไปดูโครงการที่หน้างานลง ตัวอย่างเช่น อนันดาฯ เปิดช่องทางการขายอสังหา 24 ชั่วโมงผ่าน “Ananda iStore” ด้วย 3 ช่องทางออนไลน์ได้แก่ เว็บไซต์ Facebook และ Line OA “Chat & Shop” หรือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่เปิด Official Store บนแพลทฟอร์ม Shopeeและ Lazada
  1. เพิ่มความเชื่อมั่นของลูกบ้าน ด้วยการบริการที่ใส่ใจและได้มาตรฐาน
            การสร้าง Customer Loyalty หรือการมัดใจลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกธุรกิจ เพราะพวกเขาเป็นกระบอกเสียงที่จะแนะนำแบรนด์ต่อให้กับเพื่อนๆ หรือเป็นลูกค้าที่จะกลับมาซื้อสินค้าของบริษัทซ้ำอีกครั้ง แบรนด์อสังหาฯ ทั้งหลายจึงต้องดูแลลูกค้าให้ดี โดยเฉพาะลูกบ้านในที่อยู่อาศัยที่ดูมีความเสี่ยงสูง อย่างคอนโดมิเนียมที่เป็นสินค้าหลักในตลาดอสังหาฯ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกบ้าน แบรนด์อสังหาฯ ทั้งหลายจึงจัดทำมาตรการรักษาความสะอาดและความปลอดภัย ด้วยการการกำหนดเวลาในการใช้พื้นที่ส่วนกลาง การแจกหน้ากากอนามัย ตั้งจุดคัดกรอง และการวางเจลล้างมือให้บริการลูกบ้านภายในโครงการ รวมทั้งมาตรการพิเศษ เช่น แบรนด์เสนา เปิดแคมเปญ “Sena Zero Covid Hotline” สายด่วนพาลูกบ้านไปโรงพยาบาล สำหรับลูกบ้านที่มีไข้ หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงเพียงติดต่อนิติบุคคลของโครงการ หรือ แบรนด์ Ananda ที่ส่งมอบคอนโดปลอดเชื้อ เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกบ้านใหม่ โดยใช้นวัตกรรม UVC Technology เทคโนโลยีฆ่าเชื้อด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต ครอบคลุมการฆ่าเชื้อไวรัสโควิด-19 และแบคทีเรีย ที่ผ่านการทดสอบและรับรองจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา (CDC) ป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ถึง 99.9% โดยนำร่องมาใช้กับ 7 โครงการพร้อมอยู่จำนวน 2,400 ยูนิตและทุกยูนิตที่พร้อมเข้าอยู่ในปีนี้
  1. กระหน่ำจัดโปรโมชั่น เร่งระบายสต็อกอสังหาฯ
            ดีมานด์ในการซื้ออสังหาฯ ช่วงโควิดลดลงอย่างมาก โดย“ดร.โสภณ พรโชคชัย” ประธานกรรมการ AREA-เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส คาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 น่าจะติดลบ 15-20% โดยดูอาการจากช่วง 2 เดือนแรกของปี (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2563) จากเดิมที่มีการประเมินไว้เมื่อช่วงปลายปี 2562 ว่าธุรกิจอสังหาฯในปี้นี้น่าจะกลับมาบวกได้ 5-10% เท่ากับว่าโควิด-19 นี้ทำให้เกิดการผันผวนของตลาดอย่างมาก อีกทั้งยังมีอสังหาฯ ในสต๊อกที่รอการขายกันอยู่เยอะทำให้ผู้ประกอบการต้องจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เพื่อเร่งให้เกิดยอดโอน เช่น บมจ.อนันดา นำโครงการคอนโดมิเนียมทำเลพหลโยธิน 34 ออกแคมเปญผ่อนดาวน์ช่วยลูกค้าครึ่งหนึ่งของจำนวนค่างวด รวมทั้งจัดโปรโมชั่นผ่านการจองออนไลน์ เมื่อเพิ่มเป็นเพื่อนกับอนันดาฯ รับข้อเสนอพิเศษจองเริ่มต้น 999 บาท ส่วนลดสูงสุด 3.9 ล้านบาท เป็นต้น
    อีกทั้งเรายังได้เห็นธุรกิจอสังหาฯ สร้างโปรโมชั่นเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย อย่างค่ายเสนาออกโปรพิเศษ Personalizes promotion พร้อมดูแลลูกค้าทุกรูปแบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าและแบ่งเบาภาระทางการเงิน เพราะลูกค้าแต่ละรายมีปัญหาต่างกันผู้ประกอบการจึงพร้อมปรับมาตรการเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ
    นอกจากโปรสำหรับลูกค้าใหม่แล้ว บางแบรนด์ยังออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าปัจจุบันอีกด้วย เช่น ศุภาลัยออกมาตรการพักชำระค่างวดผ่อนดาวน์ 3 เดือน (3 งวด) สำหรับลูกค้าในสายอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด เช่น ลูกค้าที่มีอาชีพในกลุ่มสายการบิน โรงแรม ฯลฯ โดยลูกค้าที่ขอรับสิทธิจะต้องอยู่ในระหว่างการผ่อนชำระเงินดาวน์กับบริษัทในโครงการศุภาลัยทั่วประเทศ
  1. ใช้ทรัพยากรคนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
            ในยุคโควิด-19 หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง หลายหน้าที่การงานที่ไม่มีความจำเป็นในช่วงล็อกดาวน์ก็อาจโดนพักงาน ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องปรับตัวมาใช้ทรัพย์กรคน พนักงานในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อพยุงองค์กร และรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรต่อไปได้ ดังนั้น พนักงานหนึ่งคนจึงไม่ได้มีหน้าที่เดียวอีกต่อไป อย่างเช่น แคมเปญ “Everyone can sell” ของแบรนด์ออริจิ้น ที่เปลี่ยนพนักงานเป็น Micro-Influencer ขายอสังหาฯ ผ่านช่องทางการตลาดของตัวเอง เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ให้องค์กรและพนักงาน จากเดิม ที่มีฝ่ายขายและการตลาดประมาณ 250 คน จากพนักงานในเครือกว่า 1,200 คน แต่วันนี้ทุกคนกลายเป็นนักขายอสังหาฯ ออนไลน์ไปแล้ว
  1. มองการณ์ไกลถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในวันข้างหน้า
            ผู้ประกอบการอสังหา ต้องมีวิสัยทัศน์เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงหลังยุคโควิด-19 โดยหลายแบรนด์มองว่าจะเกิด New Normal ความปกติใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น องค์กรและพนักงานต่างปรับตัวไป Work From Home กันมากขึ้น ทำให้ฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป อย่าง แบรนด์ออริจิ้นมองว่าคนจะกล้าซื้อบ้านที่อยู่ไกลที่ทำงานมากขึ้น ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่มีขนาดใหญ่ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น ภายในห้องพักต้องมีพื้นที่สำหรับกิน นอน ทำงาน และออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ภายในห้องจะต้องมีฟังก์ชั่นการใช้สอยที่มากกว่าเดิม
            รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง Co-….ing space เป็น Co-separate space ด้วยการออกแบบให้คนนั่งแยกกันในพื้นที่ส่วนกลางเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของสุขภาพอนามัยมากขึ้น และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบไร้สัมผัส (Touchless) ไม่ว่าจะเป็น ระบบสแกนจากการจดจำใบหน้า (Face Recognition) หรือระบบการสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) สำหรับใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ลิฟท์ เป็นต้น คาดว่าเราคงได้เห็นการออกแบบการใช้งานพื้นที่ภายในห้องและการใช้พื้นที่ส่วนกลางแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหลังยุคโควิด-19 เป็นแน่
        วิกฤตโควิด-19 นี้น่าจะส่งผลกระทบในระยะยาว ทำให้ผู้ประกอบการอสังหา ทั้งรายใหญ่ และรายย่อยต่างต้องเร่งมือปรับตัวกันยกใหญ่ นอกจากต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างยอดขายในปัจจุบัน และเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกบ้านแล้ว ยังต้องคาดการณ์ถึงอนาคตในวันข้างหน้า ที่วิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ FEASY โปรแกรมวิเคราห์การลงทุนอสังหาฯ ออนไลน์ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ และขอแนะนำให้นักลงทุนอสังหาฯ รวมทั้งผู้ประกอบการ หมั่นบริหารพอร์ตการลงทุนอสังหาฯ ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณปรับตัวได้อย่างทันท่วงที 
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @FEASY 
https://lin.ee/mPnJRzG
บทความต้นฉบับ : http://feasyonline.com/content/detail/1135